|
|
|
WWW.MOHANAMAI.COM
สสอ.คอลัมน์ หมออนามัยไฮเทค ปีที่ 11 ฉบับที่ 5 มีนาคม เมษายน 2545ตอน ตามไปดูเทคโนฯ จีน
วรพจน์ พรหมสัตยพรต
กลับมาพบกันอีกเช่นเดิม แต่ในฉบับนี้ไม่ขอกล่าวถึงคอมพิวเตอร์ อ้าวแล้วจะพูดถึงเรื่องอะไรก็ในเมื่อคอลัมน์นี้ คือ หมออนามัยไฮเทค ไม่ต้องตกใจครับ ในฉบับนี้จะขอเล่าเรื่องไฮเทคในต่างแดนให้ทุกท่านได้ทราบกัน
เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2544 ที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทศจีน ไปเกี่ยวดูกับการแพทย์แผนจีนโบราณกับการประยุกต์ใช้กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้บ้านเมืองของเราได้กล่าวถึงการนำการแพทย์แผนโบราณกลับมาใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันหรือการแพทย์สมัยใหม่กันอย่างกว้างขวาง ในส่วนของหน่วยงานราชการที่มีส่วนในการผลักดันหรือรับผิดชอบงานด้านนี้ ก็พยายามที่จะประชาสัมพันธ์ถึงการนำมาใช้อย่างไร หรือแม้แต่ในส่วนของสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ในการผลิตบุคลากรด้านนี้ ก็ได้มีการขับเคลื่อนเปิดหลักสูตรนี้ขึ้นมา ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วก็คือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (การแพทย์แผนไทยประยุกต์) โดยเปิดรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติจบอนุปริญญาทางด้านอายุรเวทมาก่อน มาเรียนต่อเนื่อง 2 ปี แล้วในปีการศึกษา 2547 ถึงจะเปิดรับผู้ที่จบ ม.6 มาเรียนเต็มหลักสูตร 4 ปี ต่อไป
ในการศึกษาดูงานที่ประเทศจีนในครั้งนั้น ได้พบเห็นความแตกต่างของชนชั้นอย่างชัดเจน ประเทศจีนนั้นนับว่าเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีประชากรเป็นพันล้านคน แล้วคนเหล่านี้เขาอยู่กันอย่างไร แค่ประเทศไทยมีประชากรหกสิบกว่าล้านคนเพียงแค่นี้ก็ไม่รู้ว่าจะพัฒนากันอย่างไร ประชาชนของประเทศจีนนั้นได้แบ่งกันออกเป็น 56 เผ่า ท่านลองคิดดูว่ามันจะยุ่งเหยิงแค่ไหนในการรวมกลุ่มในการพัฒนาประเทศ แต่ภาพที่เราได้เห็นนั้นถ้าประเทศจีนได้มีโอกาสได้จัดกิจกรรมอะไรขึ้นมาสักอย่างนั้น เราจะเห็นว่าเขาทำกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาเอเชียนเกม ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับเอเชีย หรือเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับโลก ผลงานที่ออกมานั้นย่อมเป็นที่ประทับใจอย่างแน่นอน
ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น ประเทศจีนกำลังจัดการแข่งขันกีฬาภายในประเทศอยู่ ซึ่งเป็นกีฬามหาวิทยาลัยนั่นเอง ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปชมกีฬาฟุตบอลและประเภทอื่น ๆ พบว่าเขาจัดได้ยิ่งใหญ่จริง ๆ ใหญ่กว่ากีฬาซีเกมของกลุ่มประเทศอาเซียนซะอีก ไปดูงานหลายเมืองหลายมณฑล แต่ผู้เขียนกลับประทับใจมณฑลยูนาน โดยเฉพาะเมืองคุนหมิง เนื่องจากเมืองนี้นั้นได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก คณะที่ไปศึกษาดูงานด้วยนั้นได้บอกกับผู้เขียนว่า เมื่อสามปีที่ผ่านมานั้นเมืองคุนหมิงไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอก แต่ในปัจจุบันนี้นั้นมีโรงแรมที่ใหญ่โตและทันสมัย มีห้างร้านที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้เมืองนี้ก็กำลังมีการก่อสร้างอาคารใหญ่โตกันมากมาย ทำงานทั้งกลางวันกลางคืน (ตอนกลางคืนผู้เขียนถือโอกาสเยี่ยมชมเมืองด้วย) ที่สำคัญ ประชากรในมณฑลยูนานนี้มีถึง 52 เผ่า ดังนั้นเมืองคุนหมิง ซึ่งถือเป็นเมืองที่ใหญ่ของมณฑลนี้ก็จะมีชาวเมืองเกือบ 50 เผ่า อาศัยปะปนอยู่ ความปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินก็คงไม่น่าจะดีนัก ผู้เขียนสังเกตจากประการแรกคือ รถแท็กซี่รับจ้าง เขาจะทำลูกกรงเหล็กกั้นไว้ระหว่างห้องโดยสารกับคนขับรถ ประการต่อมาก็คือในตัวเมืองคุนหมิงนั้นผู้เขียนเห็นธนาคารอยู่ติดกันมากมาย ประมาณว่าในละแวกหนึ่งมีธนาคารประมาณ 6-7 แห่ง มองเข้าไปข้างในไม่ได้มีสภาพเหมือนธนาคารที่เราพบเห็นทั่วไป แต่จะมีลูกกรงเหล็กชนิดหนาเป็นพิเศษกั้นอยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่ลูกค้าจะต้องมาติดต่อ นั่นแสดงว่าเขาคงจะป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกันอย่างเต็มที่ นี่ถ้าไม่อ่านป้ายข้างหน้า ก็คงจะเข้าใจว่าเป็นที่กักขังอะไรสักอย่าง เราคงจะนึกภาพกันออกนะครับ
สภาพการจราจรก็เหมือนกับเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีน ก็คือยานพาหนะส่วนใหญ่เป็นรถจักรยาน ผู้ใช้มีตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงคนแก่ แต่เด็กเล็ก ๆ นี้ไม่มีให้เห็นนะครับ เขาก็จำกัดอายุเช่นกัน ส่วนรถยนต์นั้นที่พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นรถนำเข้าสำหรับคนที่มีเงินมากหน่อย หรือเป็นข้าราชการระดับสูง ดังนั้นสิ่งแปลก ๆ ที่จะเห็นตามท้องถนนก็คือจะมีร้านรับปะยาง เติมลมรถจักรยานแบบเคลื่อนที่อยู่ตามริมทางเดินเท้า เทศกิจเดินมาตรวจเจอ พวกนี้ก็จะหอบอุปกรณ์วิ่งหนีกัน อุปกรณ์อย่างอื่นพอที่จะเก็บกันทัน แต่กะละมังใส่น้ำไว้สำหรับเช็คลมยางว่ารั่วหรือไม่นั้น ถูกวางอยู่กระจัดกระจายกันไปหมดเพราะเก็บกันไม่ทัน และที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือผู้เขียนเห็นเขาเคลื่อนย้ายตู้เย็นกัน อ้าวแล้วมันจะประหลาดหรือแปลกตรงไหน มันแปลกก็คือตู้เย็นนั้นมีขนาดประมาณ 6 คิว เขาเคลื่อนย้ายกันโดยเอาใส่ท้ายรถจักรยาน แล้วก็ปั่นจักรยานตามถนนใหญ่กันหน้าตาเฉยเลย ไม่ได้กลัวว่าจะเสียการทรงตัวแล้วล้มเลย ซึ่งในบ้านเราหรือเมืองอื่น ๆ ก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
ทีนี้เราลองมาดูสภาพความเป็นอยู่ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสุขลักษณะโดยตรงว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร สภาพความเป็นอยู่ของคนในเมืองกับชนบทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ในชนบทผู้คนยังต้องทำการเกษตรในการเลี้ยงชีพ สภาพบ้านเรือนยังคงใช้ดินเหนียวผสมกับฟางข้าวปั้นเป็นก้อนคล้ายอิฐบล็อค แล้วฉาบด้วยดินเหนียวอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งสภาพบ้านเรือนแบบนี้นั้นภายในบ้านจะมีความอบอุ่นเข้ากับสถาพอากาศของเมืองจีนที่มีแต่ความหนาวเย็น (ช่วงนี้หิมะยังไม่มีปรากฏให้เห็น) แต่ในสังคมเมืองนั้น ปัจจุบันนี้มีตึกอาคารที่ทันสมัยใหญ่โตเกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่แปลกและบ่งบอกถึงความเป็นประเทศจีนก็คือ ส้วม เมืองจีนในสมัยก่อนนั้นการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมค่อนข้างจะแย่กว่าประเทศไทยมาก ปัจจุบันนี้ก็ยิ่งแย่กว่าเช่นเดิม ทำไมถึงว่าเช่นนั้น ส้วมที่เมืองจีนนั้นมีกลิ่นแรงมากครับ เวลาจะหาส้วมหาไม่ยากให้เดินตามกลิ่นไปก็จะเจอแล้ว มีกลิ่นแรงทุกที่แม้แต่ในโรงแรมใหญ่ ๆ ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังดำเนินการใช้เงินประมาณสองถึงสามหมื่นล้านบาทดำเนินการจัดการเรื่องของกลิ่นส้วม ทั้งนี้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่อไป (น่าจะให้นักสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมไทยไปดำเนินการให้)
ลืมบอกไปครับว่าสกุลเงินของจีนนั้นคือ หยวน อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน ก็ประมาณ 6 บาท แต่เมื่อเทียบกับราคาสินค้า ค่าที่พัก ค่าอาหาร ที่เป็นของจีนแล้วพบว่าถูกมาก โดยเฉพาะแอปเปิล สาลี่ เพื่อน ๆ ซื้อกันมาเยอะเลย
มีเทคโนโลยีสิ่งหนึ่งที่มองดูแล้วเหมือนกับว่าธรรมดา ๆ เหลือเกิน แต่เมื่อคิดคำนวณเป็นตัวเงินและความคุ้มค่าแล้วนับว่าเกิดการประหยัดอย่างมาก คือยังงี้ครับ ผู้เขียนเห็นหลังคาบ้าน (อยู่ในเขตเมืองเท่านั้น) ทุกหลังคาเรือนหรือแม้แต่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และโรงแรมทุกระดับ จะมีแผงโซล่าเซลล์ หรือแผงรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพื่อใช้ทำน้ำอุ่นอย่างเดียวครับ เนื่องจากว่าที่นี่อากาศหนาวเย็น ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำอุ่นเสมอ ก็นับว่าเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าไปได้มากเลย (ชุดหนึ่งประมาณ 15,000 บาท) เมื่อเทียบกับเมืองไทยแล้ว ถือว่าสิ่งเหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้อยู่ แต่ความจริงสถานีอนามัยที่ผู้เขียนเคยทำงานอยู่เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมาก็มีสิ่งนี้ใช้เช่นกัน โดยรับพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับตู้เย็นเพื่อเก็บวัคซีนเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้มีไฟฟ้าใช้แล้ว ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเจ้าสิ่งนี้ยังมีประโยชน์ใช้งานอย่างอื่นอีกรึเปล่า หรือว่าจะกลายเป็นพัสดุครุภัณฑ์ที่ชำรุดแล้วก็ไม่รู้
ในช่วงระหว่างที่อยู่ในประเทศจีนนั้น ผู้เขียนไม่ได้ข่าวหรือได้ยินเกี่ยวกับอุบัติเหตุในการจราจรเลย ก็ได้สอบถามพรรคพวกที่นี่ เขาก็บอกว่าอุบัติเหตุในการจราจรที่นี่เกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากเขามีระเบียบในการใช้ยานพาหนะกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะรถยนต์เขามีระเบียบที่เข้มงวดมากสำหรับคนขับ เช่น กำหนดความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าทำผิดกฎจราจรเขาจะต้องถูกตัดคะแนนใบขับขี่ โดยเขาจะกำหนดเกณฑ์ไว้แตกต่างกัน ตรงนี้ไม่ทราบรายละเอียดมาก ทราบแต่ว่าเมื่อหักครบ 30 คะแนน จะต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ประมาณ 3 เดือน แล้วไปอบรมใหม่ ตรงนี้เขาปฏิบัติกันอย่างจริงๆจัง ๆ คนขับรถของผู้เขียนบอกว่าต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าถูกพักใช้ใบอนุญาตแล้ว เขาก็จะต้องตกงานเช่นกัน ตรงนี้น่าจะนำมาใช้กับคนขับรถโดยสารในบ้านเราที่ไม่ค่อยจะมองความปลอดภัยของผู้โดยสารเลย แต่นโยบายนี้เมืองไทยก็เริ่มใช้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเคร่งครัดกันไปได้สักเท่าไร หรืออาจจะเป็นการเพิ่มช่องทางทุจริตให้กับใครบางกลุ่มก็ได้ ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป
เขียนมาตั้งยาวแต่ไม่ได้พูดถึงการผสมผสานการแพทย์แผนโบราณกับการแพทย์สมัยใหม่ของจีนเลยว่าเป็นอย่างไร มีความแตกต่างกับประเทศไทยอย่างไร ครับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในประเทศจีนนั้นคนจีนยังคงใหความเชื่อถือกับการแพทย์แผนโบราณของเขาอยู่ พร้อมกับยอมรับการแพทย์สมัยใหม่ควบคู่กันไปด้วย ดังนั้นจะพบว่าในสถานพยาบาลจะมีทั้งการแพทย์แผนโบราณกับการแพทย์สมัยใหม่อยู่ด้วยกัน แพทย์แผนโบราณนั้นเขายอมรับกันถึงขนาดให้เป็นผู้เชี่ยวชาญกันเลยทีเดียว ผู้เขียนได้ทดลองให้แพทย์แผนโบราณรักษาข้อเท้าซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุเอ็นข้อเท้าขาด กระดูกข้อเท้าแตก ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น แพทย์แผนโบราณได้ใช้วิธีการฝังเข็มให้ ก็ได้ทำติดต่อกันในช่วงเวลาหนึ่ง มีความรู้สึกว่าดีขึ้นมาก แต่ถ้ามีเวลาก็อยากจะรักษาให้หายขาดไปเลย นอกจากนี้ก็มียาสำหรับรักษาคนที่ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก นั่นก็คือ บัวหิมะ ซึ่งยาตัวนี้ประเทศจีนเคยส่งมาให้เรารักษาคนที่ถูกรถบรรทุกแก๊สระเบิดใส่ที่ถนนเพชรบุรี เมื่อประมาณเกือบเจ็ดปีที่ผ่านมา ก็เป็นที่ยอมรับเช่นกัน และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจผู้เขียนมาก คิดว่าเหมาะที่จะนำมาใช้สำหรับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ในบ้านเรา สิ่งนี้ก็คือ ดีหมี เขาได้ทดลองให้ดูครับ คือให้รับประทานดีหมี ขมมากครับ เขาบอกว่าเจ้าดีหมีนี้จะไปฟอกเลือดและสกัดสารนิโคตินในเลือด ก็ทดลองให้ดูในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วมีความเป็นไปได้ในเชิงประจักษ์ และมียอดสั่งซื้อจากประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ มากมายเลย การผสมผสานของโบราณกับสมัยใหม่เข้าด้วยกันนั้นก็มีข้อเสียเช่นกัน คือ ในร้านขายยาในประเทศจีนนั้น จะมีทั้งยาแผนโบราณและยาแผนปัจจุบันขายร่วมกัน เพื่อน ๆ ที่นี่บอกว่าเวลาซื้อยาต้องระวัง อาจจะเจอยาปลอม เนื่องจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐมีไม่ทั่วถึง และการใช้บริการการแพทย์แผนโบราณมีกันอย่างกว้างขวาง ไม่เหมือนกับประเทศไทยที่เราได้ทิ้งการแพทย์แผนโบราณกันมานานแล้ว เมื่อจะมีการฟื้นฟูนำมาใช้ใหม่ก็คงจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้คนรุ่นใหม่เกิดการยอมรับเสียก่อน เพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไป
ย้อนกลับมาที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนานกันอีกครั้งหนึ่งก่อน เนื่องจากมีความประทับใจในเมืองนี้ ประทับใจตรงไหน ก็ตรงที่ในเมืองนี้มีการสอนภาษาไทยกันอย่างแพร่หลาย คนจีนในเมืองนี้ทำงานกันในร้านค้าใหญ่ ๆ ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยได้ เขียนภาษาไทยได้บ้าง ก็เป็นว่าถ้าสื่อสารกันด้วยภาษาไทยกับคนเหล่านี้ก็พอที่จะรู้เรื่อง เขาได้เชิญครูสอนภาษาไทยของเรานี่แหละไปสอนกันเป็นหลักสูตรเหมือนกับที่พวกเราเรียนภาษาอังกฤษกัน ก็น่าภูมิใจที่มีคนชาติอื่นมาใช้ภาษาของเรา หรือถ้าใครคิดจะส่งลูกหลานมาเรียนภาษาจีนเพื่อทำการค้าต่อไป มหาวิทยาลัยที่นี่ก็มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศจีนเช่นกัน ที่สำคัญค่าครองชีพของที่นี่ไม่แพง การคมนาคมก็ค่อนข้างสะดวก ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ มาคุนหมิงประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แม้ว่าการเดินทางจะใช้เวลาไม่นาน แต่วัฒนธรรมของทั้งสองฝั่งนี้มีความแตกต่างกันมากมาย ก็คงจะเขียนบรรยายให้ทราบทั้งหมดก็คงจะเป็นได้ยาก เอาเป็นว่าถ้าได้มีโอกาสไปต่างแดนอีกก็จะมาเล่าสู่กันฟังอีกเช่นเคย