|
|
|
![]() |
||||||||
WWW.MOHANAMAI.COM | ||||||||
| ||||||||
กฎหมายสาธารณสุข ปีที่ 11 ฉบับ 5 ตอน ระวัง ไขข่าว ถูกฟ้องเรียก 100 ล้านบาท เสมอ กาฬภักดี samertap@hotmail.com
ยุคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน แม้ว่าสื่อต่างๆ จะมีเสรีภาพ ในการเสนอข่าวแก่สาธารณชนอย่างมากมายก็ตาม ถ้าการ เสนอข่าวนั้นทำให้คนอื่นเขาได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง การทำมาหากิน ของเขาแล้ว นอกจากจะถูกดำเนินคดี อาญาฐานหมิ่นประมาท ผู้เสียหายก็ยังสามารถที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย เพราะกฎหมาย ได้ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิ ส่วนบุคคลของบุคคลอื่นเพื่อมิให้ผู้ใดละเมิด และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 34 ได้บัญญัติรับรองไว้ เช่นกันว่า สิทธิของบุคคลในเกียรติยศ ชื่อเสียง ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายด้วยข้อความหรือภาพ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดและกระทบสิทธิดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนเท่านั้น
อย่างไรจึงถือว่า หมิ่นประมาท
หมิ่นประมาท หมายถึง การแสดงความหมายออกมา อันเป็นการใส่ความบุคคลหนึ่งจนน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกบุคคลอื่น ดูหมิ่นเกลียดชัง โดยไม่จำเป็นจะต้องเกิดผลถึงขั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เสียก่อนก็ได้ ข้อความหมิ่นประมาท ต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง แม้เรื่องนั้นจะเป็นความจริงหรือความเท็จก็ตาม และไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างเอง แม้เป็นการกล่าวตามผู้อื่น เช่น เขาเล่าว่า เขาพูดว่า เขาลือกันว่า สงสัยว่า ฯลฯ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทแล้ว ทั้งนี้ การหมิ่นประมาท จะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม คือ เป็นการกล่าวหาบุคคลหนึ่ง ต่ออีกบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าเขาที่ถูกกล่าวถึงจะอยู่ใน ที่นั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2541 นางดำ (จำเลย) กับ นางแดง (ผู้เสียหาย) เคยมีความขัดแย้งกันในเรื่องหนี้เงินกู้มาก่อน นางแดง กับ เพื่อน คือนางสาวขาว ได้ไปที่บ้านของนางดำ โดยเรียกนางดำ ให้ออกมานอกรั้วบ้านเพื่อพูดคุยเรื่องนางแดงเอาเงินมาให้ นางดำออกมาจากตัวบ้านแต่ไม่ยอมออกมานอกรั้วบ้าน นางดำโกรธนางแดงที่เรียกออกมานอกรั้วบ้านถือเป็นการ ไม่ให้เกียรติ จึงร้องตวาดด่า นางแดงว่า มึงไม่ต้องมาเสือก มึงไม่ต้องมาใหญ่ มึงเป็นเมียน้อยสารวัตรเขียว มึงไม่ต้องมาใหญ่ นางแดงให้นางดำถอนคำพูด เพราะนางแดงไม่ได้เป็นเมียน้อย นางดำพูดอีกว่า ถ้ามึงแน่จริง มึงเก่งจริง ให้ไปฟ้องเอา โดยกล่าวข้อความดังกล่าว ต่อหน้านางสาวขาว การกระทำของนางดำ จึงเป็นการทำให้นางแดงเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจาก นางสาวขาว อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 จำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 1 ปี หมิ่นประมาทที่ไม่ต้องรับโทษ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 บัญญัติว่า ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่า ข้อหาที่ว่าหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เรื่องที่หมิ่นประมาท นั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง แม้เป็นความผิด ก็ไม่ต้องรับโทษแต่อย่างใด แต่กฎหมายห้ามพิสูจน์ในเรื่องส่วนตัวและเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เรื่องใดที่เป็นเรื่องงส่วนตัวแล้ว ยิ่งเป็นความจริงก็ยิ่งเป็นความผิด หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา การหมิ่นประมาท ถ้ากระทำโดยการโฆษณา เช่น ออกใบปลิว ทำเอกสารแจกจ่ายจำหน่าย รูปภาพ ภาพวาด ภาพยนตร์ บันทึกภาพ บันทึกเสียง กระจายเสียง กระจายภาพ ลงหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ปิดประกาศ หรือป่าวประกาศด้วยวิธีการต่างๆ จะมีโทษสูงขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ ไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่ไม่ถือว่า หมิ่นประมาท กรณีที่ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท จะต้องเป็นกรณีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 คือ ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้น ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1443/2500 โจทก์ด่าจำเลย จำเลยจึงร้องกล่าวโทษต่อผู้บังคับบัญชาเป็นการป้องกันเพื่อ ความชอบธรรมของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3017/2531 จำเลยให้การต่อคณะกรรมการสอบสวน เนื่องจากถูกเรียกไปให้ถ้อยคำในฐานะเป็นพยานในกรณีที่ ส. ผู้บังคับบัญชาของจำเลย ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ ส. จำเลยกล่าวถ้อยคำเพื่อประโยชน์ต่อราชการ อันเป็นส่วนรวมและมีมูลความจริงแม้ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวจะพาดพิงไปถึงโจทก์ ก็เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม การกระทำของจำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท นความลห็น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ การหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ หรือที่เรียกกันว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจ เหมือนกับความผิดฐาน หมิ่นประมาท ที่จะต้องมีมูลเหตุจูงใจด้วย คือ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นต้องทำซึ่งหน้า เหมือนกับกรณีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ทั่วๆไป แม้ว่าจะเป็นการกระทำลับหลัง ก็ถือว่าเป็นความผิด และแม้ว่าจะกล่าวอย่างอื่นที่มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์ ก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่น เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521 กลุ่มผู้อภิปราย ปิดอภิปรายแล้วเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนยืนตรง จำเลยกล่าวว่า เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง และไม่ยืนตรง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ต้องเป็นกระทำโดยเจตนาใส่ความ และเจตนาดูหมิ่น โดยผู้กระทำต้องทราบว่าบุคคลที่ตนดูหมิ่นเป็นพระมหากษัตริย์ ถ้ามีเจตนาเป็นอย่างอื่น การกระทำนั้นไม่ถือเป็นความผิดตามมาตรา 112 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1080/2482) ความรับผิดทางแพ่ง หมิ่นประมาท สำหรับความรับผิดในทางแพ่งกรณีหมิ่นประมาท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติไว้ว่า เกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขา เพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดแก่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากตนเองหรือผู้รับข่าวสารมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้วท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้น หาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ การกล่าว หมายถึง การพูดหรือการกระทำใดๆ ให้ได้ยิน ได้ฟัง และให้ล่วงรู้เข้าใจความ แม้ไม่พูดออกมาแต่เป็น การใบ้ให้เข้าใจ ก็ถือว่าเป็นการกล่าวเช่นกัน การไขข่าว หมายถึง การโฆษณาข้อความด้วยวิธีการต่างๆ ให้เข้าใจ เช่น เป็นเอกสาร ภาพ ภาพยนตร์ ตัวอักษร การกระจายเสียง ฯลฯ การกล่าวหรือไขข่าว ให้ปรากฏแก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนต่อความจริง แล้วทำให้คนอื่นเขาเสียหาย นั้น ผู้ที่ เสียหาย ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 4595/2543 คดีนี้ นายใหญ่ เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทข่าวเด่น จำกัด (เจ้าของหนังสือพิมพ์) เป็นจำเลย ที่ 1 และนายน้อย บรรณาธิการและผู้พิมพ์โฆษณา เป็นจำเลยที่ 2 สรุปว่า นายใหญ่เป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.หลายสมัย และเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง หนังสือพิมพ์รายวันของจำเลยจำหน่ายจ่ายแจก ให้ประชาชนอ่านทั่วราชอาณาจักร โดยหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ลงข่าวหมิ่นประมาทนายใหญ่ โดยการโฆษณา ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจว่า นายใหญ่ เป็นคนไม่ดี ค้ายาเสพย์ติดเฮโรอีน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น และนายใหญ่ เคยฟ้องบริษัทนี้ เป็นคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท และผิดพระราชบัญญัติ การพิมพ์ พ.ศ.2484 ต่อศาลจังหวัดภาคเหนือ ทำให้ นายใหญ่ ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ประชาชนเสื่อมศรัทธา หมดความนิยมเชื่อถือ และตัดหนทางความเจริญ จึงขอเรียกค่าเสียหาย จำนวน 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การสรุปว่า ประชาชนที่อ่านหนังสือพิมพ์ไม่ได้เข้าใจดังที่โจทก์อ้าง เป็นเรื่องที่โจทก์คิดมากไปเอง ข้อความที่ลงหนังสือพิมพ์ ล้วนได้มาจากแหล่งข่าวและข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งสิ้น นายใหญ่ เองก็ทราบข่าวไม่ว่าจะเป็นข่าวจากโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ 2 ฉบับ เช่นกัน จำเลย ไม่ได้มีเจตนาไขข่าวหรือตีพิมพ์ข้อความอันใดอันทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ หรือทางทำมาหาได้หรือทางเจริญอื่นของโจทก์แต่อย่างใด และข้อความ ทั้งหมดล้วนเป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป ไม่มีข้อความใดหมิ่นประมาท แต่กลับกันเป็นเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่อมาโจทก์และจำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ต่อมาโจทก์และจำเลย ฎีกา ศาลฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า นายใหญ่ เคยฟ้องจำเลย เป็นคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งศาลจังหวัดภาคเหนือ ได้ลงโทษ นายน้อย และยกฟ้องบริษัทเจ้าของหนังสือพิมพ์ คดีถึงที่สุดแล้ว และเห็นว่า นายน้อย ในฐานะสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ต้องมีวิจารณญาณตามสมควรที่จะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการล่วงสิทธิขั้นพื้นฐานของ นายใหญ่ ด้วยการเสนอข้อความอันฝ่าฝืนความจริงต่อประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายใหญ่ ทำให้ประชาชน ดูหมิ่นเกลียดชัง การที่จะนำข่าวต่างๆที่ได้รับไม่ว่าทางใดมาไขข่าวให้แพร่หลายต่อไป ย่อมมีหน้าที่ ตรวจสอบก่อนว่าข่าวนั้นเป็นความจริงหรือไม่เพียงใด การเสนอข่าวของนายใหญ่ โดยนายน้อย อ้างแต่เพียงว่าตนมิได้รู้ว่าข่าว ดังกล่าวไม่เป็นความจริงเท่านั้น ย่อมไม่อาจทำให้พ้นความรับผิด เมื่อข่าวนั้นฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง ประชาชนผู้ไม่รู้ความจริง ที่รับข่าว ย่อมจะดูหมิ่น เกลียดชัง นายใหญ่ได้ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณทางทำมาหาได้และทางเจริญของนายใหญ่ ข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังว่า นายน้อย หมิ่นประมาท นายใหญ่ โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว คำพิพากษาส่วนอาญา ย่อมผูกพัน นายน้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นายน้อย ไม่อาจโต้เถียง ข้อเท็จจริงให้ฟังเป็นอย่างอื่นไปได้ การกระทำของนายน้อย จึงเป็นละเมิด ต่อนายใหญ่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน จากคดีตัวอย่างดังกล่าวโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท แต่ได้เพียง 5 ล้านบาท และจะเห็นว่าการ หมิ่นประมาทผู้อื่น นั้น นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายอาญาซึ่งอาจต้องได้รับโทษจำคุกแล้ว ยังอาจจะถูกฟ้องในคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย และถ้าคดีอาญาคดีได้ถึงที่สุดด้วยแล้วหากฟ้องในคดีแพ่งอีก กฎหมายให้รับฟังข้อเท็จจริงจาก คดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา การต่อสู้คดีในส่วนอาญา จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลไป สู่คดีแพ่งในภายหลังได้ ดังนั้น การหมิ่นประมาทผู้อื่น หรือการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ทำให้ผู้อื่นเสียหาย นั้น จะต้องระมัดระวัง เพื่อจะได้ไม่ทำผิดต่อกฎหมายดังกล่าว