Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

WWW.MOHANAMAI.COM
สสอ.

 

อีกมุมหนึ่งของชีวิต ปีที่ 11 ฉบับ 5 (มีนาคม-เมษายน 2545) โดย ส.สัญจร ตอน หมออนามัยเด่นดี : 20 ปี ที่ทุ่งขวาง

ทุกๆ ปี “มูลนิธิอุทัย สุดสุข และกองสาธารณสุขภูมิภาค” จะจัดปาฐกถา โดยองค์ปาฐกจะคัดเลือกจากบุคลากรสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพที่ทำงานอยู่ในชนบท เป็นนักพัฒนาชุมชนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจัดมาแล้วถึง 4 ปี แต่ละครั้งจะมีผู้บริหารระดับสูงทั้งอดีตและปัจจุบันให้ความสนใจเข้ารับฟังจำนวนมาก

คงพอจำได้ตามที่เคยนำเสนอการพัฒนาชุมชน “บ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่าน” ในฉบับปีที่ 8 ฉบับที่ 4 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2542) ผู้ที่ขึ้นแท่นปาฐกถา คือ คุณสฤษฏิ์ สุฤทธิ์ หมออนามัยนักพัฒนา โดยใช้กระบวนการ “บวรส.” (บ้าน – วัด – โรงเรียน และสถานีอนามัย) จนปัจจุบันเป็นที่ศึกษาดูงานอันเลื่องชื่อแห่งหนึ่งของประเทศ และในปี 2544 มีหมออนามัยอีกท่านหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกทำหน้าที่อันทรงเกียรติขึ้นเป็นองค์ปาฐก แสดงทัศนะมุมมอง และประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชน จนประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยปีนี้ทางผู้จัดขึ้นหัวข้อว่า “ข้าราชการพลเรือนเด่นดี : 20 ปีที่ทุ่งขวาง”

นับว่าหมออนามัยทั้ง 2 ท่านนี้ได้สร้างชื่อให้กับวงการหมออนามัยอีกทางหนึ่ง เพื่อเป็นเกียรติประวัติในคุณงามความดี การเสียสละและทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เป็นกำลังใจสำหรับหมออนามัยทั่วประเทศ และอยากจะบอกว่า เขาทั้ง 2 ท่านนี้ “เขาคือตัวแทนหมออนามัยที่ทำงานมากว่าความเป็นหมออนามัย” อย่างแท้จริง

สาระสำคัญบางตอนของปาฐกถาในปีนี้ที่มีค่ายิ่ง ควรแก่การบันทึกไว้ ณ ที่นี้…. …………………………………………….

“กราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมนายชนะ ห้วยกรดวัฒนา หัวหน้าสถานีอนามัย ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ผมดีใจมากที่ผู้ใหญ่ของกระทรวงฯ ได้ให้โอกาสผมมาพูดถึงแนวทางการทำงานที่ผ่านมา

ขอกล่าวถึงการทำงาน 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ชมจากสไลด์ผลงานการดำเนินงานที่ผ่านมาใน 20 ปี เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะผมได้มีส่วนร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย ซึ่งการทำงานจะประสบความสำเร็จได้ เพราะความร่วมมือร่วมใจในการทำงานทั้งเจ้าหน้าที่ ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างดี ที่ผมมายืนตรงจุดนี้ได้ก็เพราะได้ส่วนประกอบจากหลายๆส่วนด้วยกัน คือ ส่วนแรก การทำงานที่มุ่งมั่น ก่อนอื่นขอเล่าประวัติซักเล็กน้อย ผมจบจากวิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธร จ.ชลบุรี เมื่อปี 2523 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับ 1 ได้มีคำสั่งให้มาปฏิบัติงานที่สถานีอนามัย ต.ทุ่งขวาง แห่งนี้ ซึ่งอนามัยทุ่งขวางตอนนั้นตั้งอยู่กลางไร่อ้อยห่างจากถนนมาลัยแมน 6 กิโลเมตร เป็นถนนลูกรังมีชาวบ้านอยู่ประมาณ 4-5 หลัง กระจายอยู่รอบๆ ตอนนั้นมี 14 หมู่บ้าน โรงเรียน 9 แห่ง วัด 5 แห่ง

ตัวอาคารสถานีอนามัยเป็นอาคารชั้นเดียว ข้างฝาไม้ชำรุดผุพัง ถูกปลวกกัดกินไปเกือบครึ่ง รอบๆ อนามัยจะเป็นป่าหญ้าคาขึ้นเต็มไปหมด ไฟฟ้า น้ำประปายังไม่มี ใช้น้ำฝนและน้ำบ่อ อนามัยสร้างเมื่อปี 2518 มีเจ้าหน้าที่ย้ายเข้าออกสลับกันไป ผมเป็นคนที่ 8 สมัยนั้นมีเจ้าหน้าที่ 2 คน

ผมเกิดที่อำเภอนครชัยศรี ส่วนใหญ่ก็มีอาชีพทำนา ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำและปลา ทุ่งนาเขียวขจี ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ทางบ้านเกิดจะสะดวกสบายมากกว่า แต่สภาพที่ทำงานลำบากมากทั้งถนนหนทาง ซึ่งเป็นลูกรังและดินธรรมดา ลำบากมากเวลาเข้า-ออก โดยเฉพาะหน้าฝน ถ้าหน้าแล้งก็เป็นฝุ่นและขรุขระมาก แต่ด้วยความตั้งใจในอุดมการณ์ตั้งแต่เรียนมาแล้ว ต้องการเป็นหมอใหญ่ในอนามัยเล็กๆ สักแห่ง ต้องการช่วยเหลือประชาชนในด้านการดูแลสุขภาพการเจ็บไข้ได้ป่วย ในช่วงแรกยังขาดแคลนเวชภัณฑ์ยาเป็นอย่างมาก ไม่มียาใช้ มีเงินบำรุงอยู่หมื่นกว่าบาท มีโต๊ะทำงานเก่าๆ 2 ตัว ตู้แช่วัคซีนใช้น้ำมันก๊าด จะฉีดยาคนไข้และนักเรียน ก็ใช้เตาน้ำมันก๊าด ครุภัณฑ์การแพทย์ไม่มีอะไร มีผู้มารับบริการวันละ 2-3 ราย เงียบเหงาวังเวงดี รถมอเตอร์ไซลค์ต้องไปเอาที่บ้านมาขี่ ปลายปีงบประมาณยาไม่มีก็ขอเงินทางบ้านมาซื้อยาเพื่อมาบริการประชาชน ตอนนั้นได้เงินเดือน 1,535 บาท ก็พออยู่ได้

ผมตั้งอุดมคติในการทำงานไว้ว่า “มุ่งพัฒนา แก้ไขปัญหา พัฒนาบริการ” จากการไปดูในที่ต่างๆ ก็เกิดความคิดว่า ทำไมอนามัยเขาถึงมีคนมารับบริการมาก และสถานที่ทำงานของเขาก็ดี เขาทำได้อย่างไร เท่าที่ดูก็พอสรุปได้ว่า การที่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือศรัทธา ส่วนหนึ่งจะต้องพัฒนาสถานที่ทำงานก่อน รวมทั้งตัวเจ้าหน้าที่ด้วย

ในช่วงที่ 3 ปีแรก (2524 – 2526) ผมจะออกเยี่ยมเยียนชาวบ้านทุกหลังคาเรือน ทำทุกวันโดยไม่มีวันหยุด โดยอยู่ที่อนามัยสลับกับออกพื้นที่ ถ้าวันไหนออกพื้นที่กลางวันก็อาศัยกินข้าวในหมู่บ้าน จนชาวบ้านถือผมเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

ในด้านสถานที่ก็เริ่มพัฒนาบริเวณให้สะอาดน่าอยู่ เกณฑ์เด็กๆ แถวอนามัยมาช่วยกันพัฒนา โดยใช้ในเวลากลางคืนเพราะกลางวันเขาทำอาชีพส่วนตัว เมื่อขอความช่วยเหลือจากลูกหลานชาวบ้านแถวนั้นเขาก็ออกมาช่วยเราพัฒนาด้วย ซึ่งการดำเนินงานนี้ผมถือว่าอนามัยคือส่วนหนึ่งหรือสมบัติชิ้นหนึ่งของประชาชน จะทำให้ประชาชนเกิดความรักและถือว่าเป็นของๆ เขาด้วย พอมาปี 2526 สำนักงานเริ่มทรุดโทรมมากขึ้น จึงได้ประชุมกรรมการว่า จะทำอย่างไรที่จะปรับปรุงสถานีอนามัยให้ดีขึ้น มติที่ประชุมให้ขอเงินบริจาคจากประชาชนในตำบลทุ่งขวางและตำบลใกล้เคียง จนทำให้อาคารได้รับการปรับปรุงจากข้างฝาไม้มาเป็นคอนกรีตและทาสีใหม่ให้น่าอยู่มากขึ้น ในการทำงานจะพัฒนาตนเองตลอดเวลา เช่น ในด้านการรักษาพยาบาลก็จะเข้าอบรมตลอดที่จังหวัดจัดขึ้น และการศึกษาดูงานจะขอไปดูทุกที่ ทุกภาค เพื่อจะได้เพิ่มประสบการณ์การทำงานมากขึ้น ดูแนวทางความคิดของที่ต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์กับการทำงานของเรา ส่วนด้านการศึกษาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่สถาบันราชภัฏนครปฐม สาขาครุศาสตรบัณฑิต (สุขศึกษา) แนวความคิดมีความต้องการพัฒนาในด้านความรู้ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ให้เรามีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ในการทำงานผมจะเคารพในเรื่องความอาวุโส และยอมรับการชี้แนะจากบุคคลทุกระดับทั้งประชาชน เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ทุกเรื่อง ในการวางแผนการทำงานทุกวันนี้ผมยึดหลักการทำงานไว้ดังนี้

1. ดูปัญหาที่เกิดขึ้นจากชุมชน การรักษาพยาบาล เช่น รายงาน 506 รายงาน 504 มาวิเคราะห์ปัญหา

2. นโยบายของจังหวัด เพื่อดูว่าจังหวัดจะดำเนินการอย่างไรในการพัฒนางาน 3. ดูแผนนโยบายของกระทรวงว่าจะพัฒนางานด้านสาธารณสุขในแนวทางใดบ้าง

ช่วงแรกของการทำงานนั้นระหว่างเรื่องส่วนตัวกับงานนั้น ผมจะเลือก “งาน” มากกว่าเรื่อง “ส่วนตัวหรือครอบครัว” เพราะผมถือว่าในด้านครอบครัวผมมีคนดูแลอยู่แล้ว ซึ่งผลการทำงานจนผู้บังคับบัญชาเสนอให้ผมเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2527 และ 2534 ซึ่งทำให้ผมดีใจและภูมิใจในรางวัลที่ได้รับมา

 

ส่วนที่ 2 ครอบครัวคู่ใจ

ภรรยาผมชื่อ นางกุสิสรา ห้วยกรดวัฒนา ทำงานอยู่ที่เดียวกัน ผมแต่งงานเมื่อปี พ.ศ. 2526 ปัจจุบันมีบุตร 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่ ผมโชคดีที่ภรรยาเข้าใจในการทำงาน และเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เป็นที่ปรึกษา ในการช่วยแก้ปัญหาในหลายๆ ด้านที่บางเรื่องติดขัด ถ้ามีภรรยาต่างอาชีพผมไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจในการทำงานของผมหรือไม่ เพราะว่าผมกลับบ้านไม่ตรงเวลา เช่น การทำงานในชุมชนเรื่องพัฒนาหมู่บ้านจะกลับบ้านเย็นหรือดึก ถ้าภรรยาระแวงก็จะเกิดปัญหาในครอบครัว ทางแม่บ้านจะเป็นผู้ประสานงานทั้งภายในและภายนอกได้ดี จะเห็นว่าครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งชีวิตการทำงานสำเร็จมาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งคือครอบครัวให้การสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่

การทำงานของผมในช่วง 10 ปีแรก ผมทุ่มเทกับการทำงาน 70% ให้ในเรื่องส่วนตัว 30% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ถึงปัจจุบัน ผมให้งาน 50% และครอบครัว 50% ผมถือว่างานและครอบครัวมีความสำคัญเท่ากัน และงานที่ผมพัฒนามา 20 ปี ผมถือว่าสำเร็จสมตามความตั้งใจของผมแล้ว ส่วนที่ 3 เพื่อนร่วมงานร่วมเคียง

ในการทำงานของผม ไม่เคยถือตัวเองว่าเป็นหัวหน้า ทำงานกันแบบพี่ๆ น้องๆ ประสานให้ความร่วมมือการทำงานใครถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้น ถ้าว่างก็ช่วยเหลือกันจะแบ่งหน้าที่การทำงาน ดูแลทุกคนแบบเสมอภาคทำงานแบบประชาธิปไตย โดยปรึกษาหารือให้ความสำคัญทุกคน เราทำงานเป็นทีม การจูงใจข้อหนึ่งต่อเพื่อนร่วมงานคือการให้ความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร กิจกรรมหนึ่งที่ทำคือ “จะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทุกวัน” จะเกิดความรักและการพูดคุยกัน ผมใช้เวลาทานข้าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมปรึกษาหารือด้วย อนามัยเราตั้งโรงครัวเอง โดยทำกันเองโดยเก็บเงินเจ้าหน้าที่คนละ 200 – 300 บาท/เดือน เป็นค่าอาหารกลางวัน

การทำงานโดยร่วมมือทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะ จะทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ เช่น 1. ประกวดสถานีอนามัยดีเด่น ได้รองชนะเลิศระดับเขต ปี 2534 2. ประกวดสถานีอนามัยดีเด่นในระดับเขต ระดับภาค ปี 2542 3. โครงการพัฒนาสถานีอนามัยจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่วนที่ 4 ชุมชน วัด โรงเรียน สัมพันธ์มิแปรเปลี่ยน

ช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2526 จะออกเยี่ยมบ้านทุกหลัง เพื่อให้ชาวบ้านรู้จักและคุ้นเคย เมื่อเขารู้จักเราแล้วจะขอความร่วมมือในการพัฒนางานก็ง่ายขึ้น บ้านที่เราต้องเข้าบ่อยๆ จะมีบ้านผู้นำหมู่บ้าน คือ ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน อสม. จะไปหาเป็นประจำ ถ้าชาวบ้านมีงานก็จะเข้าไปช่วยเหลือในสิ่งที่ทำได้ ถ้าประชาชนมีปัญหาก็จะให้การช่วยเหลือ เช่น สมัยก่อนประชาชนขาดแคลนเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้อย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่ชลประทานปิดน้ำ ทางเจ้าหน้าที่ได้ประชุมกรรมการ ผู้นำหมู่บ้านว่าสิ่งนี้คือปัญหาชุมชน ผมก็ประสานงานกับจังหวัดและเขตในการขอความช่วยเหลือ

ในความร่วมมือกันทำงานในช่วง 15 ปีก่อน ประชาชนจะให้ความร่วมมือในการพัฒนางานดีมาก เพราะประชาชนไม่เดือดร้อนในเรื่องเศรษฐกิจ จะอยู่กันแบบพี่น้อง ปี พ.ศ. 2538 – ปัจจุบัน ดูเรื่องการพัฒนาในด้านส่วนรวมประชาชนจะออกมาช่วยน้อยลง เวลาส่วนใหญ่ต้องหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวมากขึ้น อาชีพสมัยก่อนทำอ้อยหรือทำนา ก็ทำครั้งเดียว ปัจจุบันปลูกผัก ทำไร่ ไม่มีเวลาว่างเลย มีงานทำตลอดทั้งปี ในเรื่องยาเสพย์ติด ซึ่งเป็นปัญหามาก วิธีการดำเนินงาน เราสืบข้อมูลโดยวิธีสอบถาม อสม. กรรมการหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน และวิธีสอบถามจากนักเสพย์ติดเอามาศึกษาข้อมูล ในตำบลทุ่งขวางสำรวจมาแล้วว่าผู้ติดยาเสพย์ติด 200 กว่าคน ได้ทำประชาคมผลปรากฏว่า ประชาคมยังไม่ค่อยกล้าแสดงตรงนี้ เพราะผู้ปกครองยังไม่ค่อยยอมรับ การจะนัดเด็กหรือให้เด็กยอมรับการติดยาเป็นเรื่องยาก งานนี้ต้องให้เวลา ต้องให้เด็กและผู้ปกครองยอมรับว่าติดยา การนำเด็กเข้าค่ายรักษากว่าจะทำได้ต้องใช้เวลาพอสมควร ในขณะนี้กำลังบำบัดอยู่จำนวน 30 คน ตรวจปัสสาวะและยอมรับว่าไม่เสพย์ 15 คน แต่ถ้าไม่แก้ในด้านครอบครัวและสิ่งแวดล้อม โอกาสที่จะกับมาติดยาอีกมีเปอร์เซ็นต์สูงมาก ผลงานเด่นของการพัฒนาหมู่บ้าน

1. ประกวดหมู่บ้าน ได้รางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด ปี 2527 หมู่ที่ 2

2. ประกวดหมู่บ้าน ได้รางวัลชนะเลิศระดับเขต ปี 2536 หมู่ที่ 6 3. ประกวดหมู่บ้าน ได้รางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด ปี 2542 หมู่ที่ 8 ส่วนที่ 5 ประสานใจทั้งรัฐทั้งเอกชน

การทำงานโดยหน่วยงานเดียวคงทำไม่ได้จะต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น โครงการบำบัดยาเสพย์ติด ให้ชื่อว่า “ดอกไม้บานวันฟ้าใส 2” โดยการประสานงานกับตำรวจชุมชนตำบลทุ่งขวาง (ตชด.) ในเรื่องอำนาจและกฎหมาย อบต.เข้าร่วมดำเนินโครงการหาผู้สมัครใจในการบำบัดยาเสพย์ติด และอีกโครงการหนึ่งคือ “โครงการจัดตั้งศูนย์สาธิตสมุนไพร” เกิดจากหนังสือพิมพ์ลงข่าว เรื่องสมุนไพรกวาวเครือ ทำให้คนมาวัดอย่างมากมาย (หมายถึง วัดปลักไม้ลาย ที่เจ้าอาวาสผลิตสมุนไพร และบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร) จึงมีผู้แสวงหาผลประโยชน์มีแผนมาขายของ ซึ่งไม่มีคุณภาพเพียงพอ และทำภายใต้ชื่อวัด ดังนั้นจึงประสานงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วัด และกรรมการวัด โดยการหาทางออกคือจัดตั้งศูนย์สาธิตสมุนไพรตำบลทุ่งขวางขึ้น โดยระดมหุ้นจากวัด อสม. กรรมการจัดตั้งศูนย์ขึ้นเพื่อให้การผลิตถูกต้อง และให้มีการรับรองจากองค์การอาหารและยา ขณะนี้กำลังดำเนินการขออนุญาตอยู่ และพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพให้มากยิ่งขึ้นต่อไป โครงการที่จัดตั้งขึ้นนี้เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนมูลนิธิช่วยเหลือในด้านการศึกษาเด็กที่มีฐานะยากจนต่อไป ในขณะนี้ศูนย์สาธิตสมุนไพรกลายเป็นที่ศึกษาดูงานของผู้ที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ

ปัญหาเรื่องกองทุน

1. ขาดงบประมาณในการสร้างมาตรฐานโรงงาน และคุณภาพการผลิต

2. ขาดความรู้ในเรื่องการผลิต ในอีกระดับหนึ่ง 3. ขาดความรู้เรื่องการตลาด

เรื่องการพัฒนาสถานีอนามัย ในการปรับปรุงต่อเติมอาคาร เริ่มประชุมปี 2541 ดำเนินการปี 2542 ประชุมกันหลายครั้ง กรรมการลงมติเห็นชอบทุกครั้งแต่งบก็ยังไม่พอตามเป้าหมาย เพราะดำเนินการทำเรื่องช่วงวิกฤตตกพอดี การแก้ปัญหาและทางออกคือ “พึ่งวัด” ให้เจ้าอาวาสวัดเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ช่วยประสานงาน กว่าจะรวบรวมขึ้นได้ใช้เวลา 6 เดือน จึงดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ปัญหาอุปสรรค คือ ดำเนินการทำงานในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกพอดี

บ้านตัวเองต้องทำก่อน

จุดเริ่มการพัฒนาที่สำคัญ คือ การพัฒนาสถานีอนามัย ซึ่งจุดนี้เปรียบเสมือนบ้านเรา ถ้าบ้านของเราดีน่าอยู่น่าอาศัย คนภายนอกก็จะเกิดศรัทธาชื่นชม จะให้ความไว้วางใจ จะบอกให้ทำอะไรเขาจะให้ความเชื่อถือเพิ่มขึ้น ดังนั้นผมจึงพัฒนาสถานบริการเป็นอันดับแรก ต่อมาก็จะต้องพัฒนาคน การให้บริการเพื่อให้ทันเหตุการณ์กับการเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องพัฒนาระบบบริการให้ดีขึ้น สิ่งที่จะต้องทำคือระบบ 5 ส. การทำงานด้านบริการต้องทำงานเป็นทีมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การปรึกษาหารือหรือประชุมไม่จำเป็นต้องเป็นทางการมากนัก ตรงไหนก็ปรึกษากันได้หมด สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการเพิ่มพูนความรู้ คือการให้เจ้าหน้าที่ได้ศึกษาเล่าเรียน หรือให้ทุกคนได้ไปศึกษาดูงาน เพื่อที่จะได้กลับมาพัฒนางานต่อไป

…………………………………………….. คุณชนะ ห้วยกรดวัฒนา ได้ฝากสรุปไว้ในตอนท้ายว่า ปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ เพราะปัจจัย 3 ส่วนนี้ คือ

1. ครอบครัว การงานจะก้าวหน้าได้ต้องมีครอบครัวคอยให้ความอบอุ่นและเป็นแนวหลังคอยให้การสนับสนุน ซึ่งเปรียบเสมือน “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง”

2. ผู้นำชุมชน และชุมชนต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นจุดหลักในการนำร่องของการพัฒนา

3. ความร่วมมือและเข้าใจจากผู้ร่วมงาน