Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

WWW.MOHANAMAI.COM
สสอ.

คอลัมน์ : ล้อมวงปฏิรูประบบสุขภาพ ปีที่ 11 ฉบับ 5 มีนาคม – เมษายน 2545

ตอน ซื้อยาหอมแถมสารหนู บอกอะไรในระบบคุ้มครองผู้บริโภค

โดย สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.)

“ตรวจพบสารหนูในผลิตภัณฑ์ยาหอมชื่อดังสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด 10,000 เท่า”

เป็นพาดหัวข่าวใหญ่สะเทือนสังคมไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งหลังจากเป็นข่าวหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างออกมาเคลื่อนไหวเกิดการ “แฉ” ข้อมูลที่น่าตกใจเพิ่มขึ้นอีกว่า

“ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มีการรู้กันเป็นการ “ภายใน” มานานกว่า 8 ปีแล้ว ”

จึงต้องมาตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ เหตุใดกลไกที่ทำงานกันอยู่จึงเกิดอาการอัมพาตต่อประเด็นปัญหาใกล้ผู้บริโภคได้นานขนาดนี้ เพราะในเมื่อยาหอมเป็นเสมือน “เพื่อนคู่คิดมิตรคู่กาย” อีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านร้านตลาด แต่เมื่อตรวจพบสารต้องห้ามที่จะเป็นอันตรายต่อผู้คน กลไกที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงกลับไม่ได้ทำอะไรที่จะเป็นการ “คุ้มครองผู้บริโภค” เลย

และเราก็ต้องตั้งคำถามกันต่อไปว่า แล้วอาการอัมพาตของระบบคุ้มครองผู้บริโภคนี้ จะแก้ไขเยียวยาได้อย่างไร จะต้องรื้อต้องปรับอะไรกันแค่ไหนจึงจะไม่เกิดปัญหาเช่นนี้อีกในอนาคต

และในโอกาสที่กำลังมีการ ปฏิรูประบบสุขภาพกันอยู่นี้ เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงบ้างหรือไม่

สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ (สปรส.) ได้เฉลยคำตอบต่อคำถามแรกว่า สาเหตุหลักของอาการอัมพาตของระบบคุ้มครองผู้บริโภค ที่มักเกิดขึ้นถี่และบ่อยครั้งมากขึ้นนั้นเกิดจาก นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่มีประสิทธิภาพในการนำไปสู่การปฏิบัติ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพมีหลายหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กองประกอบโรคศิลป์ เป็นต้น ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย

ที่สำคัญคือขาดการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมจากภาคประชาชน เพราะกลไกที่มีอยู่เดิมๆ เปิดช่องทางของการมีส่วนร่วมน้อยมาก ทำให้นโยบายที่ออกมาไม่ตรงกับความต้องการและปัญหาของผู้บริโภค ในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องทำงานโดยลำพัง ขาดการสนับสนุนที่เพียงพอและยังไม่สามารถผนึกกำลังเพื่อสร้างพลังผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคจึงต้องตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาส่งเสริมการขายสารพัดรูปแบบตามระบบทุนนิยมเสรี

หากเราจะพิจารณาจากนิยามของคำว่า “การคุ้มครองผู้บริโภค” ที่ว่า หมายถึง การปกป้องดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย เป็นธรรม และประหยัดจากการบริโภคสินค้าและบริการ และมาประกอบกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญต่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิในฐานะผู้บริโภค ไม่ให้ผู้ใดมาเอารัดเอาเปรียบหรือยัดเยียดให้ต้องซื้อและบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ผู้ประกอบการหรือผู้ขายเป็นผู้กำหนดให้ ทั้งชนิด ปริมาณ ราคา และคุณภาพ หรือแม้แต่สิ่งเจือปนด้วยสารพิษอันเป็นการทำลายสุขภาพของผู้บริโภค

จะเห็นว่าระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยังห่างไกลจากนิยามและเจตนารมณ์ดังกล่าวอีกมากมายนัก โดยเฉพาะในประเด็นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็น ในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ ตลอดจนการกำหนดมาตรการต่างๆ องค์ประกอบ และสถานภาพขององค์กรอิสระนั้นต้องอิสระจากฝ่ายการเมือง ระบบราชการและธุรกิจเอกชน จึงจะสามารถปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม เข้มแข็ง และมีอุดมการณ์ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบ และสร้างพลังความเข้มแข็งให้กับผู้บริโภค

ในการปฏิรูประบบสุขภาพได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ควรต้องมีการสังคายนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพกันขนานใหญ่ ดังนั้น พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติที่กำลังจัดทำกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นธรรมนูญด้านสุขภาพของสังคมไทย จึงได้เสนอแนวทางและกลไกเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ โดยมีหลักการสำคัญคือ “ให้ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้บริโภคด้านสุขภาพอย่างเสมอกันตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 57 ”

กฎหมายฉบับนี้ตั้งเป้าหมายว่า “ต้องการให้ประชาชนปลอดภัยจากการใช้บริการด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ กรณีที่เกิดปัญหาจากการใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพต้องมีระบบที่ดีในการดูแลและรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงสิทธิของประชาชนและคำนึงถึงความสมานฉันท์ของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข ซึ่งเป็นจุดเด่นของสังคมไทยที่พึงรักษาไว้ด้วย”

ในสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ หมวดที่ 8 ได้กำหนดเรื่องสิทธิและแนวทางสำคัญๆ ในการจัดระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพไว้ดังนี้

1. กำหนดสิทธิของประชาชนในฐานะผู้บริโภคต้องได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพ คือ สิทธิในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสม สิทธิที่จะไม่ถูกกีดกันจากความแตกต่างในด้านต่าง ๆ สิทธิที่จะได้รับข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ สิทธิที่จะเลือกแพทย์ หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ๆ สิทธิที่จะเลือกสถานบริการ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอและเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาพยาบาล สิทธิที่จะได้รับการเคารพ การปกปิดความลับ ยอมรับในศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัว สิทธิที่จะร้องเรียน ฟ้องร้อง สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

2. รัฐต้องกำหนดให้สถานบริการสาธารณสุขทุกระดับต้องมีการจัดระบบประกันคุณภาพ ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ 3. รัฐต้องกำหนดให้หน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ และเอกชนที่ดำเนินงานแล้วมีผลกระทบต่อสุขภาพต้องให้ความร่วมมือกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในการอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรวดเร็ว สำหรับการตรวจสอบเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 4.กลไกรัฐที่รับผิดชอบการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วไปและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพต้องมีระบบบริการใช้หลักการความเป็นธรรมในการบริหาร มีกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างชัดเจนในทุกเรื่อง ทุกระดับ 5.คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ต้องทำหน้าที่กำหนดนโยบายและผลักดันให้รัฐจัดระบบ / กลไกไกล่เกลี่ยและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการใช้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข และจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพในรูปแบบต่างๆ

ทิศทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพใน ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ระบุชัดว่า ในระบบการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพที่จะเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดนั้น ในกลไกของรัฐที่ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคต้องเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดทุกเรื่อง และทุกระดับ เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ มิใช่ปล่อยให้เป็นกลไกของรัฐดำเนินการด้วยระบบปิดตามลำพังดังที่ผ่านๆ มา

ตัวอย่างรูปธรรมของระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่ประชาชนมีส่วนร่วมมีให้เห็นอยู่หลายที่ เช่น ชมรมผู้บริโภค อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันทำงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั่วไป รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ โดยสมาชิกในชมรมซึ่งเป็นชาวบ้านแท้ ๆ นั้นสามารถตรวจหาสิ่งปนเปื้อนในอาหารอย่างเช่นสารบอแร็กซ์ในลูกชิ้น ฟอร์มาลีนในผักและอาหารทะเล ฯลฯ เมื่อตรวจพบว่ามีสิ่งปนเปื้อนที่ทำลายสุขภาพ ชาวบ้านก็สามารถแก้ปัญหาด้วยมาตรการทางสังคมด้วยการร่วมมือกันไม่ซื้อของจากร้านค้านั้น ๆ หรือแม้แต่เด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ กรุงเทพมหานคร นักเรียนระดับประถมที่รวมกลุ่มกันทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในหมู่เด็กๆ ด้วยกันเอง ด้วยการตรวจสอบความสะอาด ตรวจสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในอาหารทุกชนิดในโรงอาหาร หากพบว่าร้านค้าใดที่มีปนเปื้อน เช่น มีสารบอร์แรกซ์ในลูกชิ้น ใส่ผงชูรสในอาหาร เด็กๆ จะบอกกันปากต่อปากว่าไม่ให้ซื้ออาหารที่ร้านค้านั้น จนแม่ค้าอยู่ไม่ได้ต้องปรับปรุงคุณภาพอาหารให้ดีขึ้น เป็นต้น ชมรมผู้บริโภคที่ อ.สนามชัยเขต และกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภครุ่นจิ๋วที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ มีความเข้มแข็งได้ก็เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น รวมทั้งมีข้อมูลและทรัพยากรที่ทำให้สามารถทำงานได้ ดังนั้น ยาขนานสำคัญที่จะช่วยบำบัดอาการกระตุกขลุกขลักจนถึงอาการนิ่งสนิทเป็นอัมพาตของระบบคุ้มครองผู้บริโภคก็คือ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งร่วมคิดและร่วมทำ โดยภาครัฐเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านวิชาการ ข้อมูลข่าวสาร และทรัพยากรต่างๆ อย่างเพียงพอ เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพกันเองในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนมากนัก หากในสังคมของเรามีกลุ่ม ชมรม องค์กรต่างๆ ที่คุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าและสามารถทำงานคุ้มครองผู้บริโภคในระดับที่ไม่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง ภาครัฐก็จะมีเวลาเพียงพอที่จะทำงานระดับยากและซับซ้อนซึ่งประชาชนไม่สามารถทำเองได้ การดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐจึงจะมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทำทุกเรื่อง แต่ทำได้ไม่ดี ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเช่นทุกวันนี้

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม / เสนอความเห็น ได้ที่…

สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ชั้น 2 อาคารด้านทิศเหนือสวนสุขภาพ (ถ.สาธารณสุข 6) ภายในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-2304 โทรสาร 02-590-2311

Homepage : http//:www.hsro.or.th E-mail address : hsro@hsro.or.th

       

HOME
กระดานข่าว
สมุดเยี่ยม
ลงนามสมุดเยี่ยม