Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

I HOME I กระดานข่าว I สมุดเยี่ยม I ลงนามสมุดเยี่ยม I

เรื่องเล่าจากสอ. ปีที่ 11 ฉบับที่ 5 มีนาคม – เมษายน 2545
ตอน บันทึกนี้ที่ “นรกตะรุเตา” โดย กิตตินันท์ ยังเจริญ สอ.ต.ควนขัน จ.สตูล jingjok7color@thaimail.com

ปี 2480 หลวงพิธานทัณฑทัย นำคณะสำรวจเดินทางฝ่ามรสุมอันรุนแรง ระลอกคลื่นซัดสาดโถมใส่เรือแทบแตกกระจาย ใต้ท้องน้ำสีครามเข้มฝูงฉลามร้ายแหวกว่ายอย่างรวดเร็ว เฝ้ารอคร่าทุกชีวิตที่พลาดพลั้ง ทุกเสี้ยวนาทีหมายถึงชีวิตที่อาจต้องสังเวย

13 กรกฎาคม 2480 ใกล้พลบค่ำทีมนักสำรวจเหยียบย่างขึ้นฝั่งเป็นเกาะใหญ่ในทะเลอันดามัน งานทุกอย่างจึงเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกคนเร่งมือจัดตั้งค่ายที่พัก… เช้าวันรุ่งขึ้นการสำรวจจึงเริ่มขึ้น เวลาผ่านไป 11 เดือน การสำรวจเสร็จสิ้นลง ทุกอย่างเป็นไปตามวัตถุประสงค์สถานที่แห่งนี้ถูกเลือกให้เป็นสถานกักกันนักโทษ หรือเรียกว่า “นิคมฝึกอาชีพ” ของกรมราชทัณฑ์

ปี 2481 นักโทษ 500 คนแรกเดินทางมาถึงเกาะแห่งนี้ ภารกิจคือการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐาน และอีกไม่นานนักนักโทษชุดที่ 2 ก็ตามมา เป็นชาย 500 คน หญิง 20 คน มีหน้าที่ทำความสะอาดอาคาร บ้านพักต่างๆ

ปี 2482 รัฐบาลประกาศให้หมู่เกาะแห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามของกรมราชทัณฑ์ มีฐานะเป็นกอง โดย นายทองไท ทวีกาญจน์ เป็นผู้อำนวยการ คอยควบคุมนักโทษให้ทำงานหนักตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นจนอาทิตย์ตกดิน ราวกลางปี ขุนอภิพัฒน์สุรทัณฑ์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานที่ฝึกอาชีพแห่งนี้ เหตุการณ์ยังเป็นดำเนินไปอย่างปกติ ในปีเดียวกัน ขบถบวรเดช และ ขบถนายสิบ จำนวน 70 คน ถูกส่งมายังสถานกักกันแห่งนี้ ประกอบด้วยบุคคลสำคัญ หลายท่าน เช่น หม่อนเจ้าสิทธิพร กฤดากร (พระราชนัดดารัชกาลที่ 7 ) หลวงมหาสิทธิโวหาร(สอ เศรษฐบุตร ผู้เขียนพจนานุกรม ไทย-อังกฤษเป็นคนแรก) นาวาเอกพระยาศราภัยพิพัฒน์ (เลื่อน ศราภัยวานิช )ผู้วางแผนหลบหนีที่คุมขัง พร้อมกับพรรคพวก 4 คน คือ พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ขุนอัคนีรถการ(อั๋น ไชยพฤษ์) นายหลุย คีรีวัต และนายแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ หลบหนีขึ้นทางฝั่งเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียสำเร็จ

ปี 2482-2489 ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายบนเกาะใหญ่แห่งนี้ จำนวนนักโทษเพิ่มมากขึ้น เกือบ 3,000 คน แผ่นดินใหญ่ร้อนระอุด้วยไฟสงครามมหาเอเซียบูรพา ปัจจัยในการดำรงชีพที่ลำเลียงมาจากฝั่งขาดหาย ภาวะอดอยากเยี่ยมเยือนนิคมฝึกอาชีพแห่งนี้ ไข้มาลาเรียระบาดรุนแรงคร่าชีวิตนักโทษชาย หญิง และผู้คุม ร่วม 700 ชีวิต สถานการณ์เลวร้ายบีบคั้นอย่างหนัก หนทางที่จะมีอาหารประทังชีวิตมีเพียงเดียวคือ “ปล้น”

ความโลภหลง ความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด บดบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจนหมดสิ้น จากการกระทำเพื่อประทังชีวิต กลับกลายเป็นการปล้นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เพียงหวังความร่ำรวยจากทรัพย์สินเงินทองที่ได้มาจากการแย่งชิง ….. เสียงเล่าลือถึงความโหดร้าย ความน่าสยดสยอง กล่าวขานกันทั่วทุกสารทิศ เป็นที่หวาดหวั่นต่อผู้เดินเรือทั่วไป มันคือที่มาของ “นรกตะรุเตา”

……………………………..

14 มกราคม 2545 เก้าโมงเศษผมและทีมงานอีก 3 คน จากสถานีอนามัยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสตูล พร้อมที่กันสสอ. เพื่อออกปฏิบัติงานในฐานะหน่วยปฐมพยาบาลเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยว ณ อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา ซึ่งจะต้องเป็นจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน - พฤษภาคม เราทั้งสี่ต่างกุลีกุจอจัดเก็บสัมภาระขึ้นท้ายรถเดินทางสู่ท่าเรือปากปารา อำเภอละงู ระยะทางกว่า 50 กิโลเมตรจากตัวเมือง ท่าเรือแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงพัฒนาอย่างดี เรือน้อยใหญ่จอดรอให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ จากท่าเรือเดินทางไปยังเกาะตะรุเตาใช้เวลาประมาณ 45 นาที พวกเราโชคดีที่มีเรือเร็วของอุทยานฯเป็นพาหนะการเดินทางจึงเร็วขึ้น

เสียงเรือเงียบลงทุกคนเหยียบย่างขึ้นเกาะ เรือนพยาบาลที่ทำงานของเราอีกสี่วันข้างหน้าอยู่ด้านซ้ายมือ เราขนเข้าของสัมภาระเข้าไปยังที่ทำงานตรวจดูความเรียบร้อยของยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ สิ่งของต่างที่ได้รับการบอกต่อจากชุดที่แล้ว สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองสตูลจะจัดส่งทีมงานผลัดเปลี่ยนกันมาชุดละ 4 วัน เพื่อปฏิบัติงานบนเกาะแห่งนี้…เราลงมือแยกย้ายกันทำงานทันทีที่ถึงโดยมิต้องนัดหมาย น้องผู้หญิง 2 คนจัดการปัดกวาด ทำความสะอาดเตียงผู้ป่วยจำนวน 6 เตียงที่ไว้รอรับบริการ ผมกับเจ้าจาย่า ยืนหันซ้ายหันขวาทำท่าเหมือนยุ่งมากแต่ก็ได้แต่หันไปมา(เอาเปรียบเด็กตามวิสัยคนแก่พรรษา) หลังเตรียมสถานที่ทำงานเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่อุทยานฯเข้ามาทักทาย แจ้งเวลาอาหารเย็นพร้อมกับที่พัก เราเข้าที่พักเกือบค่ำระหว่างทางเห็นศาลาขนาดไม่ใหญ่มากนักทางขวามือเขียนว่า “ศาลเจ้าพ่อตะรุเตา” เจ้าจาย่าตัวแสบรั้งมือผมแล้วบอกว่า”พี่ๆไปเสี่ยงเซียมซีกันดีกว่า”ผมจึงเดินตามไป..เวลาใกล้ค่ำเต็มทีบรรยากาศภายในศาลเจ้าพ่อมืดครึ้มน่าเกรงขามมีเพียงแสงเทียนและกลิ่นธูปหอม ที่ผู้เคารพศรัทธานำมาปักไว้..บรรยากาศเงียบสงบ..ลมทะเลพัดรุนแรง อากาศค่อนข้างเย็น ผมรีบสลัดความรู้สึกบางอย่างออก ก่อนที่มันจะครอบงำ แล้วรีบเดินทางไปยังที่พัก ที่พักถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี หลัวจากพวกเราจัดการภารกิจส่วนตัวเสร็จสรรพ…..ทุกคนหลับเป็นตายเลยหละ

15 มกราคม 2545 อากาศยามเช้าช่างสดใส ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติงานอาหารต่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยที่ร้านสวัสดิการ เราเริ่มทำงานทันทีหลังอาหารเช้าเสร็จสิ้น ผู้รับบริการเริ่มมีประปราย เราต่างมองหน้ากันเมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งมาเยือน เราทั้ง 4 คน รุมกันสรรหาศัพท์ภาษาอังกฤษเท่าที่จำได้ประเคนใส่นักท่องเที่ยวอย่างเมามัน ในที่สุดกว่าจะเข้าใจกันได้เล่นเอาเมื่อยมือ…ผมนึกขำตัวเองอยู่ในใจเราเรียนเอ บี ซี ตั้งกะอยู่ ป.5 จนถึง วสส.ยะลา(สมัยนั้น) กะดูแล้วเกือบ 10 ปี ภาษาอังกฤษกลับใช้ไม่ได้เลยเป็นเพราะเราโง่เง่าเต่าตุ่นเอง หรือหลักสูตรมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรียนเพื่อสอบ เพื่อเกรดเท่านั้นเท่านี้ ไม่สามารถใช้งานจริงได้ในชีวิตประจำวัน ผมว่าเพื่อนรุ่นเดียวกับผมหรือรุ่นใกล้ๆกันก็เจอปัญหาเหมือนๆกันนั่นแหละ..คิดแล้วกลุ้มจริงๆ การปฏิบัติงานวันแรกผ่านไปได้ด้วยดีหลังเลิกงานผมชวนน้องๆ ขึ้นไปชมบรรยากาศบน ”ผาโต๊ะบู” มีความสูงประมาณ 60 เมตรมีทางเดินเท้าขึ้นไปตามไหล่เขา ใช้เวลากว่า 20 นาทีจึงถึงจุดชมวิว …..ความเหนื่อยล้าค่อยๆ จางหายภาพที่เห็นเบื้องหน้าช่างแปลกตาเสียจริง ทุกอย่างดูเวิ้งว้าง กว้างไกลสุดที่สายตาจะทอดถึง โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน….จุดใดเล่าที่ชีวิตเราจะก้าวไปถึง

16 มกราคม 2545 ต่างคนต่างเร่งรีบทำภารกิจ เช้านี้เราตื่นสายกันหน่อย สองสาวในทีมงานคุยกันจนดึกเรื่องราวมากมายสรรหามาเม้าท์ ทุกคนล้วนแล้วตกเป็นเหยื่อคารมสาวเจ้าทั้งสิ้น พี่คนโน้น หัวหน้าคนนี้ น้องคนนั้น ฯลฯ เราทั้ง 4 ลงไปรออาหารเช้าเหมือนเดิมผู้รับบริการทยอยมาเรื่อยๆ ปัญหาเหมือนเดิม พูดกับฝรั่งจนเมื่อยมือ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า..เวลาว่างผมเดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ เดินไปเรื่อยคิดไปเรื่อย นั่งบ้าง นอนบ้าง เบื่อๆ ก็ไปนั่งคุยกับชาวบ้านที่มาจอดเรือรอรับบริการนักท่องเที่ยวอยู่ทางด้านซ้ายของเรือนพยาบาล…ลำคลองสายหนึ่งทอดยาวเข้าไปสู่ป่าชายเลนเขียวขจี..ภายในมีถ้ำเรียกว่า “ถ้ำจระเข้” เส้นทางคดเคี้ยวภายในถ้ำในอดีตเป็นที่อาศัยของฝูงจระเข้น้ำเค็มที่ดุร้าย เล่าลือกันว่าโจรสลัดตะรุเตานำสมบัติบางส่วนที่ปล้นมาได้ซุกซ่อนไว้ก่อนจะนำไปจำหน่ายในตลาดมืดที่เมืองสตูล ปัจจุบันมีการสร้างสะพานไม้ทอดยาวเข้าไปภายในถ้ำเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมหินงอก หินย้อยที่ธรรมชาติปั้นแต่งขึ้น จำนวนจระเข้ค่อยๆลดลง ในปัจจุบันไม่มีหลงเหลือให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว ใครทำลายวิถีชีวิตของมัน รุกล้ำที่อยู่อาศัยของมันมานับพันปี ความเจริญทางเทคโนโลยีก้าวถึงธรรมชาติก็เสื่อมถอย เมื่อไหร่เล่าความเจริญทางวัตถุ ธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมจะเดินไปข้างหน้าอย่างสมดุลกันซะที

6 โมงเย็นแล้วแดดยังแรงอยู่เลยผมมานั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ ลมทะเลพัดแรงเสียดเส้นใบสนเกิดเสียงหวีดหวิว เจ้านกสีดำหางยาวร้องเต้นเป็นจังหวะ..บรรยากาศช่างสงบเงียบเหลือเกิน..ไม่อยากให้วันเวลาช่วงนี้ห่างหายไปจากชีวิต…พรุ่งนี้แล้วถึงเวลาต้องก้าวสู่ความจริงที่ต้องเผชิญ การงานที่ยังคั่งค้าง ความอึมครึมในหน่วยงานระดับสูง ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เป็นข้าราชการชั้นปลายแถว สิ่งเหล่านั้นยืนรอเราอยู่เบื้องหน้า และเราก็ต้องเดินไปหามันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องอยู่กับมันไปอีกนานแสนนาน….แล้วเราจะมีแรงต่อสู้กับมันอีกนานไหมหนอ…..“พี่จก ๆ ไปเล่นน้ำทะเลดีกว่า”เจ้าจาย่าตะโกนโหวกเหวก “ตูม”ผมวิ่งตามไปติดๆ “ตูม” ฮ่ะๆๆๆๆ


I HOME I กระดานข่าว I สมุดเยี่ยม I ลงนามสมุดเยี่ยม I