Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

บนเส้นทางธรรม ปีที่ 11 ฉบับที่ 5 (มี.ค.- เม.ย.45)

ตอน ความกลัว…อัตตา…บ่อก่อเกิดทุกข์ (ส.ปัณรสี )


ยามนี้หมออนามัยทั่วประเทศคงมีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในกองทุกข์ เหมือนถูกปล่อยไว้ในป่า ถูกมัดมือ ปิดตา ปิดปากแล้วให้เดินไปตามที่คนข้างบนบอก เดี๋ยวให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ให้เดินไปข้างหน้า แล้วถอยหลัง บางครั้งคนข้างบนก็งงสั่งผิดไปจึงให้เริ่มใหม่… สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดความสับสน ตึงเครียด คับข้องใจ รู้แต่ว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่มองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าจะด้วยนโยบายหรือด้วยกระแสสังคมต่างก็ช่วยกันตอกย้ำว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ มองหากำลังใจจากใครก็ส่ายหน้าตามกัน เจอกันเมื่อไร เวทีไหนก็ได้แต่ระบาย แลกเปลี่ยนความทุกข์กัน ปลอบใจกันไปตามประสา หัวใจที่เคยอิ่มเอมก็กลับกลายแห้งแล้งราวกับอยู่กลางทะเลทราย วันปีใหม่ที่ผ่านมาก็คงฉลองกันแบบกร่อยๆ แม้ในวันแห่งความรักที่เคยชื่นมื่นก็อาจจะรู้สึกขื่นๆ พิกล

ความทุกข์ของหมออนามัยยามนี้หากพิจารณาให้ดีจะรู้ว่ามันมาจาก “ความกลัว” และ “อัตตา”

ความกลัว เป็นผลมาจากความคิดและความไม่รู้

ส่วน “อัตตา” คือความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู” “ของกู” ซึ่งเป็นที่มาของความเห็นแก่ตัว

เมื่อความไม่รู้มารวมกับความเห็นแก่ตัว จะคิด จะทำอะไรก็นึกถึงแต่ตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะ กลัวการสูญเสียอำนาจ สูญเสียสิ่งที่เคยมี เคยเป็นและเคยชิน โดยลืมนึกถึงความจริง

จะขจัดความกลัวได้ก็ต้องรู้ว่า ความกลัวไม่อาจแก้ปัญหาได้ ความกลัวไม่เคยทำให้เราเข้มแข็งและไม่ทำให้เราฉลาดขึ้น ตรงข้ามการถือเอาความกลัวเป็นเกราะป้องกันภัยมีแต่จะทำร้าย ทำลายความมั่นใจของตัวเรา… “ความรู้จริง” และ “ความไม่เห็นแก่ตัว” ต่างหากที่จะช่วยแก้ปัญหาได้

“ความรู้จริง” และ “ความไม่เห็นแก่ตัว” จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย “ปัญญา” คือการพิจารณาด้วยหลักของเหตุและผล ด้วยข้อเท็จจริง ด้วยใจเป็นธรรม ต่างกับ “อัตตา” ที่เป็นเพียงความรู้สึก เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของกิเลส ปัญญา กับอัตตาจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน ชนิดดำกับขาว ที่ใดมีอัตตามากที่นั่นมีปัญญาน้อย ที่ใดมีอัตตาน้อยก็ย่อมมีปัญญามาก การเผชิญปัญหาด้วยปัญญา กับด้วยอัตตาจึงให้ผลต่างกัน

ผู้ที่เผชิญปัญหาด้วยอัตตา จะใช้ความรู้สึกและอารมณ์เป็นใหญ่ อยู่เหนือเหตุผล เหนือข้อเท็จจริง หากทั้งสองฝ่ายใช้อัตตาทั้งคู่ก็คือการปะทะอารมณ์กัน พูดกัน เถียงกันด้วยอารมณ์ล้วนๆ เหมือนนั่งอยู่คนละมุมโลก มองกันคนละด้าน เห็นกันคนละทาง พูดกันทั้งวันก็ไม่พบทางออก เปรียบเหมือนนิทานเรื่อง ตีนกับตาทะเลาะกัน ต่างฝ่ายต่างถือว่าตัวสำคัญ ตาไม่ยอมตีน ตีนไม่ง้อตา สุดท้ายคือพากันตกเหวไปทั้งคู่

ลองสมมติเล่นๆ ให้เห็นตัว “อัตตา” ชัดๆ อีกสักเรื่อง

สมมติว่า ต้นไม้ มันเกิดมีอัตตาขึ้นมาแบบคนบ้าง มันอาจไม่ยอมให้นก หนูมาทำรังเพราะเห็นว่าเกะกะ รกรุงรัง ไม่ยอมให้สัตว์มาอาศัยนอนใต้ต้นเพราะกลัวถ่ายเลอะเทอะโคนต้น คนดูแลจะมาตัดแต่งกิ่งก็ไม่พอใจเพราะชอบรูปทรงแบบเดิมที่ตนสร้างขึ้น แม้กระทั่งมีคนเดินผ่านไปผ่านมาแล้วไม่แสดงทีท่าชื่นชม หรือเห็นคุณค่าตัวเองก็อาจจะนึกน้อยใจ แค้นใจแล้วพาลสลัดใบร่วงหมดต้น กลายเป็นไม้ยืนตาย ไม่เป็นร่มเงาให้ใคร หมดสิ้นหน้าที่ หมดสิ้นประโยชน์ สมใจมัน เพราะอัตตานั่นเชียว ดูเถิด ! อัตตามันทำร้ายผู้ที่ยึดมั่น ถือมั่นมันไว้ถึงเพียงนี้… วิธีคิด วิธีการเผชิญปัญหาที่ต่างกันย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ต่างกัน มากบ้างน้อยบ้างตามแรงกระทบที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลสะท้อนกลับมายังผู้ที่เผชิญปัญหาต่างกันออกไป ผู้ที่ใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์จะสามารถผ่านเหตุการณ์ด้วยการเรียนรู้และพัฒนาจิตใจตนเองจนเข้มแข็ง อยู่ในสังคมต่อไปได้อย่างปกติสุข ในขณะที่ ผู้ที่ใช้อัตตาหรืออารมณ์เป็นใหญ่จะผ่านเหตุการณ์เดียวกันด้วยความยากลำบาก เพราะอัตตาจะนำมาซึ่งความเจ็บปวด แม้หลังการเปลี่ยนแปลงก็ไม่อาจยอมรับความจริงได้ยังคงเจ็บปวด จดจำ ทุกข์ทรมานใจ จนกลายเป็นบาดแผลติดตัวไปตลอดชีวิตก็มี

รู้จักสร้างกำลังใจให้ตัวเองบ้าง

เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ควรทำคือสร้างกำลังใจให้ตนเองด้วยการยอมรับความจริง

เราทุกคนให้กำลังใจตนเองได้ถ้าเราเข้าใจความจริง

ความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกสิ่งในโลก ไม่มียกเว้นสิ่งใด เราต้องระลึกไว้เสมอว่า เพราะมีการเปลี่ยนแปลงจึงมีสิ่งที่เรียกว่า “เวลา” เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เราควรมองให้เห็น และรู้ให้เท่าทัน

แต่การยอมรับความจริง ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลจริง ซึ่งต่างจากการยอมแพ้หรือยอมจำนนโดยที่ยังไม่รู้อะไรเลย…

รู้เท่าทันได้เช่นนี้ ก็จะรู้ได้ว่า เวลาที่เปลี่ยนไป คือชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลง ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้มนุษย์เราต่างแสวงหาอะไรบางอย่าง สุดแล้วแต่อัตตาจะพาไป แต่สิ่งที่เราควรค้นพบก่อนอื่นคือตัวเอง อย่างน้อยต้องรู้จักตัวเองว่า ถนัดอะไร ชอบอะไร มีความสุขกับการทำอะไร เพราะมันคือที่มาของ “หน้าที่” ที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าตำแหน่ง สถานที่ทำงาน ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ร่วมงานจะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ยังคงอยู่คู่กับเราคือ “หน้าที่” เมื่อมีหน้าที่ก็มีคุณค่า เมื่อเห็นคุณค่าก็เกิดกำลังใจ

นอกเหนือจากกำลังใจที่ได้จากการเห็นคุณค่าของการทำหน้าที่แล้ว เรายังสามารถสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น …ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ สักพัก เพื่อจะได้มีเวลาทบทวนสิ่งที่ผ่านมาและรู้จักตัวเองมากขึ้น …ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่เราชอบ คนที่เรารัก หรือท่องเที่ยวไปในธรรมชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมพลังชีวิตได้อย่างดี …ใช้เวลาอยู่กับการอ่าน การสนทนาบ้างเพื่อให้เรามีโลกทัศน์ที่กว้าง มองทุกอย่างรอบด้านอันจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราต่อสู้ต่อไปได้ …ไม่จำเป็นต้องมองทุกอย่างในแง่ดี ขอให้มองทุกอย่างตามที่เป็นจริง อยู่กับความจริง ใช้ความจริงเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาเพราะบ่อยครั้งที่การมองโลกในแง่ดีกลับกลายเป็นการบิดเบือน คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง แม้จะรู้สึกดีแต่กลับทำให้เรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน หาปมปัญหาที่แท้จริงไม่เจอ ……………………………………………………………………………………………………….. คนกล้าหาญ…จะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ควรเผชิญหน้า เป็นการให้โอกาสแก่ชีวิตได้พิสูจน์ตนเอง และเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ คนฉลาด…จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้วยปัญญา ลดอัตตาให้เหลือน้อยที่สุด และตระหนักว่าความอ่อนโยนและการให้อภัยจะนำมาซึ่งความสำเร็จ

และ…ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “สันติสุข” ของทุกฝ่าย ไม่ใช่ “ชัยชนะ” ของใครหรือฝ่ายใด

 HOME